
ประวัติ ดอกไลแลค จากตำนานสู่ความจริง
- No-R
- 24 views
ประวัติ ดอกไลแลค ในสวนแห่งความทรงจำ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวาน ของฤดูใบไม้ผลิ มีดอกไม้ชนิดหนึ่ง ที่เบ่งบานอย่างสง่างาม ดอกไม้ที่เปรียบเสมือน บทกวีแห่งความรัก ความบริสุทธิ์
ดอกไลแลคมีถิ่นกำเนิด ในภูมิภาคบอลข่าน (แถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้) เอเชียตะวันตก เช่น ตุรกีและซีเรีย เชื่อกันว่าชาวออตโตมัน นำไลแลคจากภูมิภาคนี้ ไปยังยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวยุโรป นำเมล็ดไปปลูกในฝรั่งเศส อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ [1]
ในศตวรรษที่ 17 – 18 ไลแลคกลายเป็นที่นิยม อย่างมากในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส อังกฤษ ขุนนางและกษัตริย์ มักปลูกไลแลคในสวน เพื่อเพิ่มความหรูหรา และกลิ่นหอมให้กับพระราชวัง ต่อมา ไลแลคถูกนำไปยังอเมริกาเหนือ โดยผู้อพยพจากยุโรป และกลายเป็นดอกไม้ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐฯ และแคนาดา สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ extension
ศิลปะและวรรณกรรม : ดอกไลแลคยังปรากฏ ในงานศิลปะ วรรณกรรม หลายเรื่อง เป็นสัญลักษณ์ ของความสวยงาม และอารมณ์ที่ละเอียดอ่อน ในชีวิตมนุษย์
หนึ่งในความหมายที่โดดเด่น ที่สุดของดอกไลแลคคือ “ความรักแรก” โดยเฉพาะไลแลคสีม่วง ซึ่งเป็นสีที่พบได้บ่อยที่สุด ดอกไม้ชนิดนี้มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ ของความรู้สึกที่อ่อนหวาน บริสุทธิ์ และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของรักแรกพบ กลิ่นหอมของมันมักทำให้ผู้คนหวนคิดถึงช่วงเวลาที่งดงามในอดีต จึงทำให้ไลแลคยังเป็นตัวแทนของ ความทรงจำและความคิดถึง
นอกจากนั้น ดอกไลแลคยังเกี่ยวข้องกับ การเริ่มต้นใหม่ เพราะเป็นดอกไม้ที่บาน ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน จากฤดูหนาวสู่ฤดูแห่งความสดใส ทำให้มันเป็นตัวแทน ของความหวัง และการก้าวไปข้างหน้า ในบางวัฒนธรรม ไลแลคถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ ของการเติบโตทางจิตวิญญาณ การค้นพบตัวเอง
ที่มา: The Allure of Lilac Flowers [3]
แม้ว่าดอกไลแลค โดยรวมจะสื่อถึงความรัก ความทรงจำ แต่แต่ละสีของมัน ก็มีความหมายที่แตกต่างกันไป
สรุป ประวัติดอกไลแลค ดอกไม้ที่สวยงาม มีกลิ่นหอม แฝงไปด้วยความหมาย ที่สะท้อนถึงความรัก ความโชคดี และการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
มักบานในช่วง ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน – มิถุนายน) โดยช่วงเวลาที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และสายพันธุ์ เช่น ในยุโรป อเมริกาเหนือ มักบานเต็มที่ใน เดือนพฤษภาคม
ค่อนข้างที่จะหายากในไทย เนื่องจากเป็นพืชเมืองหนาว ที่ต้องการอากาศเย็นจัด เพื่อออกดอก จึงไม่ค่อยเติบโต ในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย